พาณิชย์ ชง “ปุ๋ยธงเขียวพลัส” เข้า ครม.นัดพิเศษ จ่อจัด “ตลาดนัดข้าวเปลือก”พยุงราคา
พาณิชย์ ชง “ปุ๋ยธงเขียวพลัส” เข้า ครม.นัดพิเศษ จ่อจัด “ตลาดนัดข้าวเปลือก” ช่วยพยุงราคาข้าวเกษตรกร สูงกว่าตลาดเฉลี่ย 200–400 บาท/ตัน ย้ำ ไม่ทิ้งเกษตรกร เร่งลดภาระค่าครองชีพ
นางสาวกนิษฐา กังสวนิช ผู้ตรวจราชการและรองโฆษกกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า กระทรวงพาณิชย์ ได้สั่งการให้พาณิชย์จังหวัดทั้ง 76 จังหวัด ลงพื้นที่ติดตามและตรวจสอบสถานการณ์สินค้าและบริการ ระหว่างวันที่ 5–25 มี.ค. 2569 ผลการตรวจสอบรวม 2,977 แห่ง ทั้งปั๊มน้ำมัน 1,786 แห่ง ร้านขายปุ๋ย 606 แห่ง ตลาดรวม ห้างค้าปลีก ค้าส่ง 585 แห่ง พบการกระทำความผิดในปั๊มน้ำมัน 11 จังหวัด รวม 17 ราย ส่วนใหญ่เป็นกรณีไม่ปิดป้ายแสดงราคา โดยเจ้าหน้าที่ได้ดำเนินการตามกฎหมายแล้ว
ขณะเดียวกัน ยังติดตามเรื่องร้องเรียนผ่านสายด่วนกรมการค้าภายใน 1569 ระหว่างวันที่ 1–25 มี.ค. 69 พบมีคำร้องสะสม 385 เรื่อง ตรวจสอบแล้ว 152 เรื่อง พบความผิด เช่น ไม่แสดงราคา 15 ราย จำหน่ายไม่ตรงราคาป้าย 3 ราย และแสดงราคาไม่ชัดเจน 1 ราย ส่วนอีก 133 เรื่องไม่พบความผิด และยังอยู่ระหว่างตรวจสอบ 233 เรื่อง โดยเฉพาะกรณีร้องเรียน “จำหน่ายเกินราคา” 33 เรื่อง อยู่ระหว่างการตรวจสอบต้นทุน หากพบความผิดจะดำเนินคดีอย่างถึงที่สุด
นางสาวกนิษฐา ยังระบุถึงการเร่งช่วยเหลือภาคเกษตร โดยเฉพาะนาปรังผ่านมาตรการสำคัญ ยังมีโครงการดูดซับข้าวเปลือกนาปรัง ปี 2569 ซึ่งจะเริ่มวันที่ 1 เม.ย.นี้ ตั้งเป้ารองรับผลผลิต 1 ล้านตัน โดยจะรับซื้อในราคาสูงกว่าตลาด 300 บาทต่อตัน นำร่องใน 5 จังหวัดหลัก ได้แก่ นครสวรรค์ พิษณุโลก พระนครศรีอยุธยา กำแพงเพชร และสุโขทัย
พร้อมเตรียมจัด “ตลาดนัดข้าวเปลือก” อย่างต่อเนื่องในช่วงเดือนมี.ค.–พ.ค. เพื่อเปิดช่องทางจำหน่ายให้เกษตรกรโดยตรง คาดว่าจะช่วยให้ราคาข้าวสูงกว่าตลาดเฉลี่ย 200–400 บาทต่อตัน และลดภาระค่าขนส่ง
ด้านการลดต้นทุนการผลิต กระทรวงพาณิชย์เตรียมดำเนินโครงการ “ปุ๋ยธงเขียวพลัส” สนับสนุนส่วนลดปุ๋ยเคมีกระสอบละ 200 บาท สูงสุด 5 กระสอบ พร้อมสิทธิประโยชน์เพิ่มเติมผ่าน “บัตรดินดี” รวมถึงคูปองปุ๋ยอินทรีย์ ช่วยลดค่าใช้จ่ายได้สูงสุด 1,400 บาทต่อราย โดยมีการเสนอเข้า ที่ประชุม ครม.นัดพิเศษ วันนี้
ทั้งนี้ นางสาวกนิษฐา ยืนยัน กระทรวงพาณิชย์จะกำกับดูแลราคาสินค้าให้สอดคล้องกับต้นทุนและเป็นธรรมต่อผู้บริโภค พร้อมประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจัดสรรน้ำมันดีเซลให้เพียงพอในช่วงเก็บเกี่ยว
ด้านนายวิทยากร มณีเนตร อธิบดีกรมการค้าภายใน กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า ได้หารือร่วมกับนายปราโมทย์ เจริญศิลป์ นายกสมาคมชาวนาและเกษตรกรไทย ซึ่งเดินทางเข้าพบเพื่อหารือแนวทางช่วยเหลือเกษตรกรผู้ปลูกข้าว ที่ กรมการค้าภายใน ซึ่งนางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ได้สั่งการให้กรมการค้าภายใน เร่งดำเนินมาตรการช่วยเหลือพี่น้องเกษตรกรไทยอย่างเต็มที่ หลังสถานการณ์ความตึงเครียดในตะวันออกกลางส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจและต้นทุนการผลิตทั่วโลก โดยเฉพาะราคาปุ๋ยมีความผันผวน ส่งผลต่อต้นทุนการทำนาของเกษตรกร กรมการค้าภายในจึงเร่งใช้มาตรการทั้งด้านตลาดและการลดต้นทุนเพื่อบรรเทาภาระให้พี่น้องชาวนาในช่วงฤดูเก็บเกี่ยวข้าวนาปรัง
โดยการบริหารจัดการผลผลิตข้าวนาปรังที่กำลังจะถึงนี้ กระทรวงพาณิชย์ได้ออก โครงการดูดซับข้าวเปลือกนาปรัง ปีการผลิต 2569 แล้ว โดยตั้งเป้าหมายดูดซับข้าวนาปรังจำนวน 1 ล้านตันข้าวเปลือก ในพื้นที่แหล่งผลิตข้าวนาปรังทั่วประเทศ โดยองค์การคลังสินค้าจะดำเนินการให้โรงสีและสหกรณ์การเกษตรไปเปิดจุดรับซื้อข้าวเปลือกจากเกษตรกรในราคาสูงกว่าตลาด 300 บาทต่อตัน ซึ่งจะเริ่มดำเนินการวันที่ 1 เมษายน 2569 นี้ นำร่อง 5 จังหวัด แหล่งผลิตข้าวนาปรังสำคัญ ได้แก่ นครสวรรค์ พิษณุโลก พระนครศรีอยุธยา กำแพงเพชร และสุโขทัย โดยโครงการนี้จะช่วยรองรับผลผลิตข้าวนาปรังที่จะออกสู่ตลาด และมีแรงจงใจให้ชาวนาขายผลผลิตในราคาที่เหมาะสม ขอให้ชาวนามั่นใจว่า ฤดูเก็บเกี่ยวข้าวนาปรังนี้มีที่ขายข้าวแน่นอน
นอกจากนี้ กรมการค้าภายในยังได้จัด ตลาดนัดข้าวเปลือก ในแหล่งผลิตข้าวนาปรังเพิ่มเติม โดยนำให้ผู้ประกอบการจากนอกพื้นที่เข้ารับซื้อถึงแหล่งผลิตของเกษตรกรโดยตรง เพื่อลดภาระค่าขนส่ง เพิ่มช่องทางการจำหน่าย และแก้ไขปัญหาบางพื้นที่ที่ขาดผู้รับซื้ออย่างมีประสิทธิภาพ โดยราคารับซื้อในตลาดนัดข้าวเปลือกจะสูงกว่าตลาดทั่วไปเฉลี่ย 200–400 บาทต่อตัน ดำเนินการตั้งแต่เดือนมีนาคมต่อเนื่องไปจนถึงเดือนพฤษภาคม 2569
ขณะนี้มีจังหวัดที่ยืนยันการจัดงานแล้วรวม 8 ครั้ง ได้แก่ ปลายเดือนมีนาคม จำนวน 2 ครั้ง ในจังหวัดสิงห์บุรี และอ่างทอง ต้นเดือนเมษายน จำนวน 3 ครั้ง ในจังหวัดพิจิตร พระนครศรีอยุธยา และอ่างทอง และปลายเดือนเมษายน จำนวน 3 ครั้ง ในจังหวัดพิษณุโลก น่าน และพระนครศรีอยุธยา
พร้อมกันนี้ กรมการค้าภายในได้กำชับสำนักงานชั่งตวงวัดในพื้นที่ โดยเฉพาะจุดรับซื้อข้าว ให้ลงพื้นที่กำกับดูแลการซื้อขายอย่างใกล้ชิด ตรวจสอบความถูกต้องของการชั่งน้ำหนัก การวัดความชื้น การหักสิ่งเจือปน รวมถึงการแสดงราคารับซื้อ เพื่อให้การซื้อขายข้าวเปลือกเป็นธรรม เที่ยงตรง และโปร่งใส สร้างความมั่นใจให้แก่พี่น้องเกษตรกร
ด้านการลดต้นทุนการผลิต กรมฯ เตรียมดำเนินโครงการ “ปุ๋ยธงเขียวพลัส” สนับสนุนส่วนลดปุ๋ยเคมีกระสอบละ 200 บาท จำนวน 5 กระสอบ รวม 1,000 บาท และเกษตรกรที่มี “บัตรดินดี” ของกรมพัฒนาที่ดิน จะได้รับสิทธิ์เพิ่มเติมอีก 200 บาท รวมถึงคูปองอีก 200 บาท สำหรับซื้อปุ๋ยอินทรีย์ ทำให้เกษตรกรได้รับการช่วยเหลือรวมสูงสุด 1,400 บาทต่อราย ช่วยลดต้นทุนการผลิตในช่วงฤดูเพาะปลูกโดยเฉพาะข้าวนาปีที่กำลังจะมาถึง
ทั้งนี้ ในส่วนประเด็นข้อเรียกร้องในด้านการจัดสรรน้ำมันดีเซลในพื้นที่เก็บเกี่ยวข้าวนาปรังให้เพียงพอ กรมการค้าภายในจะประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้องให้อย่างเร่งด่วน โดยเฉพาะกระทรวงพลังงาน เพื่อเร่งดูแลการรวมถึงผลักดันแนวทางช่วยเหลือด้านพลังงานเพื่อลดภาระต้นทุนเครื่องจักรกลทางการเกษตรของชาวนาในช่วงสถานการณ์วิกฤต
นายวิทยากรกล่าว ย้ำว่า แม้สถานการณ์ตะวันออกกลางจะส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจโลกและต้นทุนการผลิตหลายด้าน แต่กรมการค้าภายในได้ติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด และใช้ทุกมาตรการที่มีเพื่อบรรเทาผลกระทบให้เกษตรกรไทย โดยเฉพาะพี่น้องชาวนา พร้อมยืนยันว่ากระทรวงพาณิชย์ไม่นิ่งนอนใจ และจะเดินหน้าดูแลเสถียรภาพราคาสินค้าเกษตรและรายได้เกษตรกรอย่างต่อเนื่อง
นอกจากนี้ นายปราโมทย์ เจริญศิลป์ นายกสมาคมชาวนาและเกษตรไทย กล่าวว่าได้ยื่นหนังสือถึงรัฐมนตรีว่ากระทรวงพาณิชย์ เรื่อง ขอให้พิจารณาสั่งการแก้ไขวิกฤตการณ์ขาดแคลนน้ำมันเชื้อเพลิงในภาคเกษตรกรรมเป็นการเร่งด่วน
ทั้งนี้ ได้หารือร่วมกับ อธิบดีกรมการค้าภายใน รองอธิบดีกรมการค้าภายใน และผู้อำนวยการองค์การคลังสินค้า (อคส.) เพื่อติดตามความคืบหน้าการแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนของเกษตรกร หลังได้รับร้องเรียนเรื่องราคาสินค้าเกษตรตกต่ำและต้นทุนการผลิตที่พุ่งสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง
โดยผลการหารือ กระทรวงพาณิชย์จะดำเนินการจัดตั้งจุดรับซื้อข้าวตามข้อเรียกร้องของสมาคมฯ โดยจะเริ่มดำเนินการผ่านโรงสีที่เข้าร่วมโครงการและสหกรณ์การเกษตร พื้นที่นำร่อง 5 จังหวัด ได้แก่ อยุธยา, พิจิตร, นครสวรรค์, และกำแพงเพชร และ เตรียมขยายจุดรับซื้อไปยังสุพรรณบุรี, นครปฐม และอ่างทอง ซึ่งตั้งเป้าไว้ที่ 1 ล้านตัน
สำหรับมาตรการด้านราคา เนื่องจากปัจจุบันราคาข้าวเปลือกความชื้น 25% (ตัดสด) อยู่ที่ประมาณ 6,500 - 7,000 บาทต่อตัน ซึ่งถือว่าตกต่ำ ซึ่งทางรัฐบาลจะเตรียมมาตรการชดเชยให้เพิ่มเติมตันละ 300 บาท ผ่านจุดรับซื้อที่กำหนด
โดยไม่มีการจำกัดจำนวนไร่ เพื่อให้เกษตรกรมีรายได้เพิ่มขึ้น ซึ่งคาดว่าจะเริ่มดำเนินการได้ทันทีในช่วงสิ้นเดือนมีนาคม นี้
นอกจากนี้ ในส่วนของปัญหาราคาปุ๋ยที่พุ่งสูงถึงกระสอบละ 1,200 บาท กรมการค้าภายในยืนยันจะเข้มงวดการตรึงราคาไว้ตามกำหนดเดิม นอกจากนี้ยังเตรียมเปิดตัวโครงการ"ปุ๋ยธงเขียว" เพื่อช่วยเหลือเกษตรกร จำหน่ายปุ๋ยราคาถูกให้ครัวเรือนละ 5 กระสอบ เช่น จากราคากระสอบละ 500 บาท จะลดเหลือ 300 บาท อย่างไรก็ตาม ทางสมาคมชาวนายังมีข้อเสนอขอขยายสิทธิ์เพิ่มเป็น 10 กระสอบต่อครัวเรือน ซึ่งอยู่ในระหว่างการพิจารณา
ทั้งนี้ ประเด็นที่สำคัญที่สุดคือเรื่องราคาน้ำมัน ซึ่งเป็นต้นทุนหลักในช่วงฤดูกาลเก็บเกี่ยวข้าวนาปัง ทางสมาคมฯ ได้ยื่นหนังสือถึงกระทรวงพลังงานและนายกรัฐมนตรี โดยขอให้กระทรวงพาณิชย์เป็นตัวแทนในการประสานงานและเร่งหามาตรการช่วยเหลือ
หากภาครัฐไม่มีมาตรการที่ชัดเจนหรือไม่ให้ความสำคัญ เกษตรกรในหลายจังหวัดอาจจำเป็นต้องยกระดับการเคลื่อนไหวหรือมีการรวมตัวประท้วง เนื่องจากเป็นความอัดอั้นตันใจจากภาระหนี้สินและต้นทุนที่แบกรับไม่ไหว
"วันนี้ เราได้คำตอบที่ชัดเจนขึ้นในเรื่องราคาข้าว ซึ่งเราต้องขอบคุณกระทรวงพาณิชย์ที่ยื่นมือเข้ามาช่วยประสานงาน แต่เรื่องน้ำมัน ยังเป็นเรื่องเร่งด่วนที่รัฐบาลต้องรีบจัดการก่อนที่ชาวนาจะเดือดร้อนไปมากกว่านี้"
BTC
ETH
DOGE
ADA
BNB
KUB